วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แคนตาลูป

          แคนตาลูป ในภาษาอังกฤษเขียนว่า Cantaloupe และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cucumis melo L. var. cantaloupensis แคนตาลูปมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอินเดีย ต่อมามีผู้นำเอาไปปลูกที่เมือง "แคนตาลูป" ที่อยู่ใกล้กับกรุงโรม ประเทศอิตาลี มันจึงถูกเรียกชื่อว่า "แคนตาลูป"
          แคนตาลูปได้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2478 โดยำด้นำมาปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผลเนื่องจากเป็นโรคตายเป็นส่วนมาก ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2493 - 2499 ได้นำมาทดลองปลูกที่เกษตรกลางบางเขน หรือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน ผลปรากฏว่าได้ผลดี โดยเฉพาะแคนตาลูปพันธุ์ริโอโกลด์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ผลมีน้ำหนักสูงสุดถึง 4 กิโลกรัม จึงได้มีการขยายการปลูกออกไปเรื่อยๆ แต่ก็เพิ่งได้ผลดี และปลูกกันเป็นอาชีพ แคนตาลูปจึงเป็นผลไม้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของคนไทย แหล่งที่ปลูกแคนตาลูปได้ผลดีในปัจจุบันของประเทศไทยนี้ คือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และที่จังหวัดเชียงใหม่

          แคนตาลูป มีลักษณะทั่วไปคล้ายๆ กับ แตงไทย คนไทยบางกลุ่มจึงเรียกว่า แตงเทศ แตงฝรั่ง หรือแตงไทยฝรั่ง มีลักษณะผลกลม ผิวของผลมีหลายสี เช่น มีสีเขียว มีสีน้ำตาลคล้ำ มีสีเหลือง หรือสีขาว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพันธุ์ ผิวของผลมีลักษณะหยาบ มีเปลือกแข็ง มีร่องลึกรอบๆ ผล เปลือกมีลายคล้ายร่างแห หรือตาข่ายสีขาว หรือบางพันธุ์ก็มีเหมือนฟางแห้งคลุมตลอดทั้งผล บางพันธุ์ก็ไม่มี บางพันธุ์มีผิวเรียบๆ เมื่อสุกเนื้อในมีสีส้ม
หรือสีจำปา มีกลิ่นหอม รสชาดหวาน
          แคนตาลูปเป็นพืชเมืองร้อน จึงชอบอากาศร้อนชื้น ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 21 - 32 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนพอสมควร ไม่มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี เนื่องจากจะทำให้แคนตาลูปเป็นโรคโคนเน่าได้ง่าย แคนตาลูปชอบดินร่วน ดินปนทราย หรือดินค่อนข้างเหนียวก็ปลูกได้ดี แต่ดินต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำ และอากาศได้ดี ถ้าดินมีการอุ้มน้ำมากจะทำให้แคนตาลูปดูดน้ำเข้าไปมาก ซึ่งจะทำให้ผลของแคนตาลูปมีรสหวานน้อยและเนื้อไม่ค่อยกรอบ ดินที่ปลูกแคนตาลูปควรมีค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 - 7

          พันธุ์แคนตาลูปที่นิยมปลูก ได้แก่
          1.พันธุ์สโมร์ชาร์ม ลักษณะทั่วไป คือ มีผลกลมคล้ายลูกโลก ผิวของผลมีสีเหลืองครีม เกลี้ยง เนื้อสีสัมอ่อน หรือสีชมพู เนื้อหนากรอบ และอ่อนนุ่ม แต่ละผลมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม เจริญเติบโตได้ดีแม้ในที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น
          2.พันธุ์ซันเลดี้ มีผลกลมรีรูปไข่ เปลือกมีผิวเกลี้ยง สีขาวครีม เนื้อหนาสีส้ม นุ่ม มีน้ำมาก รสหวานจัดและมีกลิ่นหอม ติดผลมาก แต่มีอายุสั้น ปลูกง่าย
          3.พันธุ์ซันไรท์ เป็นแตงพันธุ์เบา มีผลดก ผลมีสีเหลืองอ่อน มีลายเป็นตาข่ายทั้งผล เนื้อในมีสีส้มอ่อนๆ เนื้อนุ่ม มีน้ำมาก มีกลิ่นหอม ติดผลมาก แต่มีอายุสั้น ปลูกง่าย
          4.พันธุ์ซูก้าบอลล์ ลักษณะของต้นกะทัดรัด ปลูกระยะถี่ได้ ผลมีผิวเรียบ สีครีมหรือเกือบขาว เนื้อหนา สีหยกเขียว หวานจัด รสชาติดี ขนาดของผลปานกลาง มีน้ำหนักประมาณ 800 กรัมต่อผล ทนทานต่อความร้อนได้ดี
          5.พันธุ์มิลกี้เวย์ มีลำต้นแข็งแรง ปลูกง่าย ผลดก ผลมีสีเขียวโปร่งแสง ผลโตขึ้นเปลี่ยนเป็นสีขาวครีม เนื้อหนา กลิ่นหอมแรง มีปริมาณน้ำตาลสูง ผลใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1 - 2 กิโลกรัม
          6.พันธุ์ซิลเวอร์ไลท์ เป็นแตงพันธุ์เบาที่มีลำต้นแข็งแรง ปรับเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นได้ดี มีผลทรงแป้น ผิวของผลสีขาวอมเขียว เนื้อสีเขียวอ่อน รสหวาน ผลหนึ่งๆ มีน้ำหนักประมาณ 400 กรัมต่อผล

          7.พันธุ์โกลเด้นบิวตี้ มีลำต้นแข็งแรง ผลดก เนื้อในมีสีขาวขุ่น เนื้อนุ่ม กรอบ รสหวาน น้ำหนักประมาณ 400 กรัมต่อผล
          8.พันธุ์บิลเซพทูรี ผลมีลักษณะกลมยาว ผิวของผลสีเหลืองอมเขียวอ่อนๆ เมื่อสุกจะมีลายเป็นร่างแหลางๆ เนื้อหนา สีส้มอ่อนๆ เนื้อนุ่ม กรอบ รสชาติอร่อยมาก
          9.พันธุ์สกายรอคเก็ท ลักษณะของผลทรงกลม สีเขียว มีลายร่างแห เนื้อในสีเขียว รสหวาน แต่ละผลมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม
          10.พันธุ์สวอน ลักษณะของผลเกือบกลม ต้นหนึ่งๆ จะให้ผลประมาณ 6 - 8 ผล ผิวของผลจะเรียบ มีสีขาว มีร่องตื้นๆ เนื้อสีขาว รสหวานอร่อย

          11.พันธุ์เมอริสนัมเบอร์ทู ผลสีเหลืองสดใส ผิวเรียบ เนื้อหนาปานกลางสีขาวและกรอบ
          12.พันธุ์เรดควีน ลักษณะของผลเกือบกลม ผิวเรียบ เมื่อสุกมีสีเหลืองครีม เนื้อมีน้ำมาก รสหวานกลมกล่อม มีปริมาณน้ำตาลสูง แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1 กิโลกรัม

          13.พันธุ์ซิลเวอร์สตาร์ ผลกลมและใหญ่ เปลือกค่อนข้างเรียบ มีลายน้อยหรืออาจไม่มีลายเลย ผิวของผลสีครีมหรือสีเกือบขาว เนื้อในมีสีเขียวอมขาว รสหวานจัด มีรสชาติดี แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 2 กิโลกรัม
          14.พันธุ์ฮันนี่ เวิลด์ ผลมีรูปทรงเหมือนลูกโลก ผิวเกลี้ยงสีขาวครีม เนื้อในสีเขียวอ่อน เนื้อนุ่มและมีรสหวานอร่อย แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.7 กิโลกรัม
          15.พันธุ์เจด ดิว ผลเกือบกลม ขนาดค่อนข้างใหญ่ ผิวของผลเรียบ มีลายเส้นเล็กน้อย ผิลของผลสีเขียวอมเหลือง เนื้อหนาสีเขียว มีรสหวานอร่อยดีมาก แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.3 กิโลกรัม
          16.พันธุ์ซัน บิวตี้ ผลกลมสีขาวอมเหลือง ผิวมีร่องตื้นๆ สีเขียวอ่อน เนื้อหนาสีขาว มีน้ำมาก รสชาติอร่อยดีมาก
          17.พันธุ์เจด ผลมีทรงกลม ผิวของผลมีลักษณะเรียบ มีสีขาวอมเขียว เนื้อในหนาปานกลางสีเขียวอ่อน กรอบ รสหวาน แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 500 กรัม
          18.พันธุ์โกลเด้นไลท์ ลักษณะผลยาวป้อมสีเหลืองทอง เนื้อในสีขาว กรอบ แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 400 กรัม
          19.พันธุ์เดลิเกท ผลลายเป็นร่างแห เนื้อหนา สีเขียว เนื้อนุ่ม รสหวานและมีกลิ่นหอม ปลูกได้ทั้งในเรือยกระจกและกลางแจ้ง
          การเพาะปลูก
          1.การปลูกด้วยต้นกล้า เมื่อเราเตรียมดิน กะระยะปลูก และขุดหลุมปลูกไว้แล้ว เพื่อป้องกันไส้เดือนฝอยจะเข้าทำลายรากของพืชที่เราปลูก ก่อนที่จะนำต้นกล้าลงปลูกในหลุมควรใช้ยาฟูราดานหรือใส่ลงไปในก้นหลุมก่อน หลุมละประมาณ 1 กำมือหรือใช้สตาร์เกิล จีรองก้นหลุมอัตรา 2 กรัมต่อหลุมปลูก คลุกเคล้าให้เข้ากับดินในหลุมปลูก แล้วนำถุงต้นกล้าที่เพาะไว้ได้ขนาดแล้ว มากรีดถุงพลาสติกและดึงออกให้เหลือแต่เบ้าดินที่ห่อหุ้มรากลงปลูกในหลุม กลบดินรอบๆ ให้มิดเบ้าดิน แล้วกดดินให้แน่น เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม การปลูกแคนตาลูปด้วยต้นกล้า ควรปลูกในตอนเย็นๆ หรือในวันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน เพื่อกล้าแคนตาลูปจะได้ไม่เหี่ยวเฉาและหยุดการเจริญเติบโต
          2.การปลูกด้วยเมล็ด ให้คัดเลือกเอาเฉพาะเมล็ดที่สมบูรณ์และเต็มเต่งเท่านั้น หยอดลงไปในหลุมปลูกที่เราได้เตรียมไว้หลุมละ 3 - 4 เมล็ด กลบดินให้มิดเมล็ด นำหญ้าแห้ง ฟาง ใบไม้ผุๆ หรือแกลบ อย่างใดอย่างหนึ่ง คลุมหลุมที่หยอดเมล็ดไว้ รดน้ำให้ชุ่มเช้า - เย็นทุกวัน เมื่อเห็นว่าเมล็ดที่เราเพาะไว้งอกขึ้นมามีใบประมาณ 3 - 5 ใบ ให้ถอนต้นที่เล็กทั้งไปเหลือไว้เฉพาะต้นที่ใหญ่และแข็งแรง หลุมละ 2 ต้น เท่านั้น



น้ําผลไม้ที่แนะนำ
- น้ำแคนตาลูป
- สมูทตี้ลูกเดือยกับแคนตาลูป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น