
บีตรูตมีวิวัฒนาการมาจากป่า seabeet ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของชายฝั่งจากประเทศอินเดียไปยังประเทศอังกฤษ สองพันปีที่ผ่านมาก่อนที่จะถูกพัฒนาโดยเทคนิคการเพาะปลูกบีตรูตมีรากแครอทรูปและมีเพียงใบถูกกิน (รากเล็กๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคโดยชาวกรีกโบราณและโรมัน) มีความหลากหลายของลักษณะรากกลมได้รับการพัฒนาในรอบศตวรรษที่สิบหกและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในยุโรปสองสามร้อยปีต่อมา ในปัจจุบันนี้ บีตรูตเป็นหัวพืชใต้ดินปลูกมากในแถบยุโรปและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในแถบสแกนดิเนเวียุโรปตะวันออกและรัสเซีย
ลักษณะทั่วไปของบีทรูท ราก หรือเรียกว่า หัวใต้ดิน เป็นทรงกลมป้อม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 ซม. ใช้รากสะสมอาหาร และมีเนื้อด้านในอวบน้ำ สีแดงเลือดหมู สีม่วงแดง สีเหลือง ใบเป็น ใบเดี่ยวเรียงตัวสลับกัน รูปCordate(cordata) (หัวใจรี) มีก้านยาว -ดอกเป็น ดอกเดี่ยว ออกเป็นช่อสีเขียวอ่อน ขนาดเล็ก ผลเป็น ผลขนาดเล็ก ถิ่นกำเนิด ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และแถบยุโรป ในประเทศไทย สามารถปลูกได้ทางภาคเหนือ
สามารถปลูกได้ตลอดปีในพื้นที่สูงกว่า 1,000 เมตร ควรเป็นดินร่วนปนทราย มีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.5-7.0 มีการระบายน้ำกับอากาศที่ดี โดยอุณหภูมิของดินต่อการงอกเมล็ดประมาณ 20 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตประมาณ 15-22 องศาเซลเซียส สามารถเก็บผลผลิตทั้งปีและมีมากในช่วงเดือนธันวาคม ถึง เดือนมีนาคม (จากวิกิพีเดีย)
บีทรูท นอกจากกินเป็นผักสลัด หรือ ดองไว้ผัดกับเนื้อ ต้มหรือดองสามรสเป็นเครื่องเคียงสเต๊กหรือพาสต้า หรือกินกับเนย ทำซุป สีสันของบีทรูทยังใช้ตกแต่งอาหารให้มีสีสัน หรือใช้แทนสีผสมอาหาร ทำขนม หุงกับข้าว แต่ที่นิยมมากคือนำไปคั้นด้วยเครื่องแยกกาก ผสมกับผักผลไม้อื่น หรือเดี่ยวๆ เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ส่วนใบบีทรูทก็กินได้ เลือกเฉพาะใบอ่อน กินสดๆ มีวิตามินเอสูง

ปัจจุบันพบว่าหัวบีทรูทถูกนำไปใช้เป็นโภชนาบำบัด ช่วยรักษาผู้ที่เป็นสิวชนิดมีหนองหรือสิวอักเสบ น้ำเหลืองเสีย วิธีคือเอาหัวสดของบีทรูท จำนวน 1 หัว ต้มกับน้ำพอประมาณจนเดือด ไม่ต้องเติมอะไรลงไป ดื่มขณะอุ่น หรือจะกินเนื้อด้วยก็ได้ ช่วยบำบัดอาการสิวอักเสบหรือน้ำเหลืองเสียได้ ไม่ต้องกินประจำแต่ต้องกินเรื่อยๆ จะสังเกตเห็นว่าสิวอักเสบหรือน้ำเหลืองเสียค่อยๆ ดีขึ้นและหายได้
น้ําผลไม้ที่แนะนำ
- น้ำบีทรูท
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น